เช่าหรือซื้อรถโฟล์คลิฟท์ดีกว่ากัน คำตอบอยู่ที่ว่าจะใช้รถไปอีกกี่ปี ใช้ไม่เกินสองสามปีเช่าคุ้มกว่าชัดเจน ยาวกว่านั้นและมีช่างเป็นของตัวเองแล้ว ซื้ออาจถูกกว่า หน้านี้ไม่ได้มาเชียร์ให้เช่าอย่างเดียว แต่กางตัวเลขให้ดูทีละขั้น

เช่ากับซื้อรถโฟล์คลิฟท์ ต่างกันตรงไหนบ้าง
| หัวข้อ | เช่า | ซื้อ |
|---|---|---|
| เงินก้อนแรก | ไม่มี หรือมีแค่มัดจำ | หลักสองถึงสี่แสนต่อคัน |
| ค่าใช้จ่ายรายเดือน | คงที่ ตั้งงบล่วงหน้าได้ | ขึ้นลงตามสภาพรถ |
| ค่าซ่อมบำรุง | รวมอยู่ในค่าเช่าแล้ว | ออกเองทั้งหมด |
| ตอนรถเสีย | ช่างของผู้ให้เช่าเข้ามาดู | ต้องหาช่างเอง |
| ค่าเสื่อม | ไม่เกี่ยวกับผู้เช่า | รับเต็ม ๆ |
| ทางบัญชี | ลงเป็นค่าใช้จ่าย | เป็นทรัพย์สิน ต้องคิดค่าเสื่อม |
| เปลี่ยนขนาดรถ | เปลี่ยนได้ตามงาน | ติดอยู่กับคันที่ซื้อ |
เงินก้อนแรกต่างกันเท่าไหร่
รถมือหนึ่งอยู่ที่สองแสนถึงสี่แสนต่อคัน แล้วแต่น้ำหนักยก ยกสูง และชนิดเชื้อเพลิง โรงงานที่ต้องใช้สามคันก็คือเกือบล้านตั้งแต่วันแรก
ฝั่งเช่าจ่ายเดือนแรกแล้วรถเข้าหน้างานได้เลย
เงินก้อนที่ไม่ต้องจมไปกับรถยก เอาไปหมุนวัตถุดิบหรือเครื่องจักรที่สร้างรายได้โดยตรงได้มากกว่า ข้อนี้ฝ่ายการเงินมักเห็นก่อนฝ่ายผลิต
ค่าใช้จ่ายหลังจากนั้นใครคุมได้มากกว่า
เช่ารายปีอยู่ที่ 13,000 บาทต่อเดือน ตัวเลขนี้ไม่ขยับตลอดสัญญา รู้ตั้งแต่ต้นปีว่าทั้งปีจะจ่ายเท่าไหร่
ฝั่งซื้อจ่ายก้อนเดียวจบก็จริง แต่หลังจากนั้นบิลจะเป็นแบบเดือนต่อเดือน เดือนที่ไม่มีอะไรเสียก็แค่ค่าน้ำมัน เดือนที่ปั๊มไฮดรอลิกพังทีเดียวอาจหลักหมื่น แล้วมันไม่บอกล่วงหน้าว่าจะพังเดือนไหน
ใช้กี่ปีถึงคุ้มที่จะซื้อ
วิธีคิดจุดคุ้มทุนแบบเร็ว
เอาราคารถหารด้วยค่าเช่าต่อปี
ค่าเช่ารายปี 13,000 คูณ 12 เท่ากับ 156,000 บาทต่อปี ถ้ารถที่อยากได้ราคาราว 300,000 บาท เอา 300,000 หาร 156,000 ได้ประมาณ 1.9 ปี
นี่คือที่มาของตัวเลข “สองปี” ที่คนในวงการชอบพูดกัน
ทำไมตัวเลข 2 ปีถึงยังไม่ใช่คำตอบ
เพราะการคิดแบบนั้นเทียบแค่ราคารถกับค่าเช่า ซึ่งไม่แฟร์กับฝั่งเช่า
ค่าเช่ารวมค่าดูแลรถไว้แล้ว แต่ราคาซื้อยังไม่รวมอะไรเลยสักอย่าง
พอบวกค่าบำรุงรักษาตามรอบ ค่าอะไหล่ที่สึกหรอ ค่าซ่อมตอนเสีย ค่าประกัน และค่าเสียโอกาสตอนรถจอดรออะไหล่เข้าไปครบ จุดคุ้มทุนจริงมักขยับไปอยู่ที่ 3 ถึง 4 ปี
ต้นทุนแฝงที่มักไม่ถูกนับ
ตัวที่แพงที่สุดคือค่าเสียโอกาสตอนรถจอด
โรงงานที่ซื้อรถเองต้องหาช่างเอง บางทีรอสองสามวันกว่าจะได้คิว ถ้าไปตรงกับช่วงงานเร่ง ความเสียหายมันไม่ได้จบที่ค่าซ่อม แต่ไปโผล่ที่ของส่งไม่ทันแทน
อีกตัวคือค่าเสื่อม รถยกเป็นทรัพย์สินที่มูลค่าลดทุกปี และตลาดมือสองของมันแคบกว่ารถยนต์มาก จะขายต่อได้เท่าไหร่ตอนนั้นไม่มีใครตอบได้ล่วงหน้า
ซื้อแล้วต้องรับอะไรต่อบ้าง
เรื่องช่างกับอะไหล่
ต้องตัดสินใจตั้งแต่วันซื้อว่าจะจ้างช่างประจำหรือเรียกช่างนอกเอา และต้องเช็กก่อนว่าอะไหล่ของรุ่นที่กำลังจะซื้อหาง่ายแค่ไหน มีสต็อกในไทยหรือต้องสั่งเข้ามา
ข้อนี้สำคัญ เพราะรถบางยี่ห้อที่ราคาน่าสนใจตอนซื้อ กลับกลายเป็นปัญหาตอนเสีย รออะไหล่เป็นเดือนก็มี
ค่าเสื่อมกับตอนขายต่อ
รถที่ซื้อต้องคิดค่าเสื่อมทางบัญชีทุกปี และวันที่เลิกใช้ การขายต่อไม่ง่ายเหมือนขายรถยนต์ ราคาขึ้นกับสภาพซึ่งประเมินยาก และคนซื้อก็มีไม่มาก
แล้วธุรกิจแบบไหนควรเช่า แบบไหนควรซื้อ
สัญญาณว่าควรเช่า
ใช้รถไม่เกินสองถึงสามปี ไม่มีช่างของตัวเอง อยากได้ค่าใช้จ่ายที่ตั้งงบล่วงหน้าได้ หรืองานขึ้นลงตามฤดูกาลจนไม่กล้าฟันธงว่าปีหน้าจะใช้เท่าไหร่
ข้อสุดท้ายที่เจอบ่อยคืออยากเก็บเงินก้อนไว้หมุนธุรกิจมากกว่าเอาไปจมกับรถ
สัญญาณว่าควรซื้อ
ใช้ทุกวันต่อเนื่องเกินสี่ปีขึ้นไป มีช่างประจำโรงงานที่ซ่อมเองได้ มีเงินก้อนที่ไม่ได้ต้องเอาไปใช้อย่างอื่น และงานนิ่งพอที่จะรู้ว่าอีกห้าปีข้างหน้ายังใช้รถขนาดเดิมอยู่
เราเป็นบริษัทให้เช่าก็จริง แต่ถ้าเคสเข้าข่ายนี้ทุกข้อ เราก็จะบอกว่าซื้อคุ้มกว่า
กรณีที่ทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน
อันนี้เป็นทางที่โรงงานหลายแห่งใช้อยู่ แต่แทบไม่มีใครเขียนถึง
ซื้อคันหลักที่ใช้ประจำทุกวันเก็บไว้ แล้วเช่าเพิ่มเฉพาะช่วงที่งานเข้าหนัก เช่นปิดออเดอร์ปลายปีหรือช่วงย้ายสต็อก
ข้อดีคือไม่ต้องซื้อรถเผื่อไว้สามคันเพื่อใช้เต็มที่แค่สองเดือนต่อปี รถที่ซื้อไว้ก็ทำงานเต็มเวลาคุ้มค่าเสื่อม ส่วนช่วงพีคก็มีรถพอโดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม
ถ้ากำลังชั่งใจอยู่ ลองคิดแบบผสมดูก่อนตัดสินใจซื้อยกล็อต

อยากรู้ว่าเคสของคุณควรเช่าหรือซื้อ
ส่งตัวเลขมาสามอย่างก็พอ ใช้รถกี่ชั่วโมงต่อวัน ใช้กี่คัน และคาดว่าจะใช้ไปอีกกี่ปี
เราจะคิดให้ดูทั้งสองทาง ทั้งยอดรวมถ้าเช่า และยอดรวมถ้าซื้อโดยบวกค่าดูแลรถเข้าไปด้วย แล้วส่งกลับไปให้ดูเป็นตัวเลขเทียบกันตรง ๆ
ที่ต้องบอกไว้ก่อนคือบางเคสตัวเลขออกมาแล้วซื้อคุ้มกว่าจริง เราก็บอกไปตามนั้น เพราะถ้าดันให้เช่าทั้งที่ไม่คุ้ม สุดท้ายก็เลิกสัญญากลางทางอยู่ดี ไม่มีใครได้อะไร
อยู่ในวงการนี้มา 20 กว่าปี ผ่านมาแล้วเกิน 5,000 ราย เจอทั้งเคสที่เช่าแล้วคุ้มและเคสที่ควรจะซื้อตั้งแต่แรก
โทร 096-292-8792 หรือ 099-469-2935
LINE: https://lin.ee/utXbfi8
คำถามที่พบบ่อยเรื่องเช่าหรือซื้อรถโฟล์คลิฟท์
เช่าหรือซื้อรถโฟล์คลิฟท์ แบบไหนคุ้มกว่า
ขึ้นกับจำนวนปีที่จะใช้ ไม่เกินสองถึงสามปีเช่าคุ้มกว่า เพราะไม่ต้องจมเงินก้อนและไม่ต้องดูแลรถเอง แต่ถ้าใช้ต่อเนื่องเกินสี่ปีและมีช่างประจำโรงงาน ซื้ออาจถูกกว่าในภาพรวม
ใช้กี่ปีถึงคุ้มที่จะซื้อ
คิดแบบเร็วคือเอาราคารถหารค่าเช่าต่อปี จะได้ราวสองปี แต่ตัวเลขนั้นยังไม่รวมค่าบำรุงรักษา ค่าอะไหล่ ค่าซ่อม และค่าเสียโอกาสตอนรถจอด พอบวกครบจุดคุ้มทุนจริงมักอยู่ที่ 3 ถึง 4 ปี
ค่าเช่ารายปีเท่าไหร่
13,000 บาทต่อเดือนสำหรับสัญญา 12 เดือน คิดเป็น 156,000 บาทต่อปี สัญญา 36 หรือ 60 เดือนถูกลงกว่านี้
ซื้อแล้วมีค่าใช้จ่ายอะไรตามมาบ้าง
ค่าบำรุงรักษาตามรอบ ค่าอะไหล่สึกหรอ ค่าซ่อมตอนเสีย ค่าประกัน ค่าจ้างช่างหรือค่าเรียกช่างนอก และค่าเสียโอกาสตอนรถจอดรออะไหล่ ซึ่งข้อสุดท้ายมักแพงที่สุดแต่ไม่ค่อยถูกนับ
เช่าแล้วรถเสียใครจ่าย
ผู้ให้เช่าเป็นคนรับผิดชอบ ทั้งการบำรุงรักษาตามรอบและการซ่อมกรณีขัดข้องจากการใช้งานปกติ มีทีมช่างเข้าดูแลถึงหน้างาน ต่างจากการซื้อที่ต้องจัดการเองทั้งหมด
ซื้อคันหลักแล้วเช่าเสริมช่วงพีคได้ไหม
ได้ และเป็นวิธีที่โรงงานหลายแห่งใช้อยู่ ซื้อคันที่ใช้ประจำทุกวัน แล้วเช่าเพิ่มเฉพาะช่วงงานเข้าหนัก ไม่ต้องซื้อรถเผื่อไว้ทั้งปีเพื่อใช้เต็มที่แค่ไม่กี่เดือน
ค่าเช่าลงบัญชีอย่างไร
ลงเป็นค่าใช้จ่ายได้เลย ไม่ต้องบันทึกเป็นทรัพย์สินและไม่ต้องคิดค่าเสื่อม แนะนำให้ยืนยันกับฝ่ายบัญชีของบริษัทอีกครั้ง

